ก.ล.ต. ใช้มาตรการลงโทษทางแพ่งกับอดีตผู้ช่วยผู้สอบบัญชี 3 ราย ฐานใช้ข้อมูลภายในซื้อขายหลักทรัพย์


29 May
29May

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า ได้รับข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลาดหลักทรัพย์) และเข้าตรวจสอบเชิงลึกเพิ่มเติม พบการซื้อขายหลักทรัพย์และสัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่ผิดปกติของนายวโรตม์ และนางสาวจีรนันท์ อดีตผู้ช่วยผู้สอบบัญชี สังกัด บริษัท อีวาย ซึ่งเกิดจากการเข้าถึงระบบข้อมูลร่างงบการเงิน ที่ผ่านการสอบบัญชีแล้วที่สายงานของนายวโรตม์และนางสาวจีราภรณ์รับผิดชอบ แต่ยังไม่ได้เปิดเผย และนำไปซื้อขายหลักทรัพย์หรือสัญญาซื้อขายล่วงหน้า รวม 12 บริษัท ในช่วงปี 2558-2560 ร่างงบการเงินดังกล่าวส่วนมากแสดงถึงผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ อันน่าจะเป็นผลให้ราคาหลักทรัพย์สูงขึ้น การใช้ข้อมูลภายในซื้อขายหลักทรัพย์หรือสัญญาซื้อขายล่วงหน้าดังกล่าว ส่วนหนึ่งเกิดจากการที่ นางสาวจีราภรณ์ อดีตผู้ช่วยผู้สอบบัญชี ซึ่งเป็นพี่สาวของนางสาวจีรนันท์ ได้เปิดเผยข้อมูลร่างงบการเงินที่สายงานของตนรับผิดชอบให้แก่นางสาวจีรนันท์ โดยรู้หรือควรรู้ว่าบุคคลดังกล่าวจะนำข้อมูลนั้นไปใช้ประโยชน์ ทั้งนี้ สรุปรายละเอียดการกระทำความผิดได้ ดังนี้

1. ระหว่างวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2558 ถึงวันที่ 29 กรกฎาคม 2559 นายวโรตม์ ซึ่งเป็นผู้ช่วยผู้สอบบัญชีระดับผู้จัดการ ได้อาศัยข้อมูลภายในเกี่ยวกับผลการดำเนินงานงวดไตรมาส 4 ปี 2557 - ไตรมาส 2 ปี 2559 ของบริษัทจดทะเบียนที่เป็นลูกค้าของบริษัท อีวาย จำนวน 5 บริษัท เข้าซื้อหลักทรัพย์ของบริษัทดังกล่าวในช่วงที่ร่างงบการเงินถูกบันทึกเข้าระบบ และขายหลักทรัพย์ดังกล่าวทั้งหมดภายหลังจากที่บริษัทดังกล่าวได้เปิดเผยงบการเงินผ่านตลาดหลักทรัพย์ อันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 241 มีระวางโทษตามมาตรา 296 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะกระทำความผิด (พระราชบัญญัติหลักทรัพย์ก่อนแก้ไขโดยฉบับที่ 5) ซึ่งยังคงเป็นความผิดตามมาตรา 242 และมีบทกำหนดโทษตามมาตรา 296 และมาตรา 296/2 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 ที่แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2559 (พระราชบัญญัติหลักทรัพย์ที่แก้ไขโดยฉบับที่ 5) จำนวน 5 กระทง

2. ระหว่างวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2560 ถึงวันที่ 10 พฤศจิกายน 2560 นายวโรตม์และนางสาวจีรนันท์ได้รู้หรือครอบครองข้อมูลภายในเกี่ยวกับผลการดำเนินงานงวดไตรมาส 4 ปี 2559 - ไตรมาส 3 ปี 2560 ของบริษัทจดทะเบียนที่เป็นลูกค้าของบริษัท อีวาย จำนวน 7 บริษัท จากการที่นายวโรตม์มีสิทธิเข้าดูร่างงบการเงินในระบบ และจากการได้รับการเปิดเผยข้อมูลภายในจากนางสาวจีราภรณ์ ซึ่งเป็นผู้ช่วยผู้สอบบัญชีระดับผู้จัดการอาวุโสของอีกสายงานหนึ่ง โดยนายวโรตม์และนางสาวจีรนันท์ได้ร่วมกันซื้อหลักทรัพย์และเข้าผูกพันในสัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่อ้างอิงราคาหลักทรัพย์ของบริษัทดังกล่าวในช่วงที่ร่างงบการเงินถูกบันทึกเข้าระบบ และขายหลักทรัพย์และปิดสถานะสัญญาซื้อขายล่วงหน้าดังกล่าวทั้งหมดภายหลังจากที่บริษัทดังกล่าวได้เปิดเผยงบการเงินผ่านตลาดหลักทรัพย์ อันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 242(1) และมีบทกำหนดโทษตามมาตรา 296 และมาตรา 296/2 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์ที่แก้ไขโดยฉบับที่ 5 จำนวน 7 กระทง

3. ระหว่างวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2560 ถึงวันที่ 12 กรกฎาคม 2560 นางสาวจีราภรณ์ได้รู้หรือครอบครองข้อมูลภายในเกี่ยวกับผลการดำเนินงานของบริษัทที่สายงานของนางสาวจีราภรณ์รับผิดชอบในการตรวจสอบและสอบทาน ซึ่งนางสาวจีราภรณ์มีสิทธิดูร่างงบการเงินของบริษัทดังกล่าวในระบบ และได้เปิดเผยข้อมูลภายในดังกล่าวจำนวน 3 บริษัท ให้แก่นางสาวจีรนันท์ โดยรู้หรือควรรู้ว่าบุคคลดังกล่าวจะนำข้อมูลนั้นไปใช้ประโยชน์ในการซื้อขายหลักทรัพย์หรือเข้าผูกพันตามสัญญาซื้อขายล่วงหน้า อันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 242(2) และมีบทกำหนดโทษตามมาตรา 296 และมาตรา 296/2 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์ที่แก้ไขโดยฉบับที่ 5 จำนวน 3 กระทง

คณะกรรมการพิจารณามาตรการลงโทษทางแพ่ง (ค.ม.พ.) มีมติให้ ก.ล.ต. นำมาตรการลงโทษทางแพ่งมาใช้บังคับกับผู้กระทำความผิดทั้ง 3 ราย โดยกำหนดให้
(1) นายวโรตม์ ชำระค่าปรับทางแพ่ง ส่งคืนผลประโยชน์ที่ได้รับจากการกระทำความผิด และชดใช้ค่าใช้จ่ายเนื่องจากการตรวจสอบการกระทำความผิด รวมเป็นเงินจำนวน 7,660,441 บาท
(2) นางสาวจีรนันท์ ชำระค่าปรับทางแพ่ง ส่งคืนผลประโยชน์ที่ได้รับจากการกระทำความผิด และชดใช้ค่าใช้จ่ายเนื่องจากการตรวจสอบการกระทำความผิด รวมเป็นเงินจำนวน 4,645,951 บาท และ
(3) นางสาวจีราภรณ์ ชำระค่าปรับทางแพ่งและชดใช้ค่าใช้จ่ายเนื่องจากการตรวจสอบการกระทำความผิด รวมเป็นเงินจำนวน 1,530,485 บาท

นอกจากนี้ ค.ม.พ. ได้กำหนดห้ามบุคคลทั้ง 3 ราย เป็นกรรมการหรือผู้บริหารของบริษัทที่ออกหลักทรัพย์หรือบริษัทหลักทรัพย์กระทงละ 5 ปี อย่างไรก็ดี เมื่อคำนึงถึงระยะเวลาสูงสุดในการห้ามเป็นกรรมการหรือผู้บริหารตามมาตรา 317/4(4) แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์ที่แก้ไขโดยฉบับที่ 5 ค.ม.พ. กำหนดระยะเวลาห้ามผู้กระทำความผิดทั้ง 3 ราย เป็นกรรมการหรือผู้บริหารของบริษัทที่ออกหลักทรัพย์หรือบริษัทหลักทรัพย์ เป็นเวลารายละ 10 ปี

ทั้งนี้ หากผู้กระทำความผิดไม่ยินยอมปฏิบัติตามมาตรการลงโทษทางแพ่งที่ ค.ม.พ. กำหนด ก.ล.ต. จะมีหนังสือขอให้พนักงานอัยการดำเนินการฟ้องเป็นคดีต่อศาลแพ่ง เพื่อขอให้ชำระเงินค่าปรับทางแพ่ง ห้ามเข้าซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์หรือเข้าผูกพันตามสัญญาซื้อขายล่วงหน้าในศูนย์ซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้า และห้ามเป็นกรรมการหรือผู้บริหารในบริษัทที่ออกหลักทรัพย์หรือบริษัทหลักทรัพย์ ตามอัตราสูงสุดที่กฎหมายกำหนด รวมทั้งขอให้ส่งคืนผลประโยชน์ที่ได้รับจากการกระทำความผิด และชดใช้ค่าใช้จ่ายเนื่องจากการตรวจสอบการกระทำความผิด

สำหรับในด้านการกำกับดูแลผู้สอบบัญชี ก.ล.ต. จะเก็บพฤติกรรมความผิดดังกล่าวของนายวโรตม์ นางสาวจีรนันท์ และนางสาวจีราภรณ์ ไว้ประกอบการพิจารณาในกรณีที่ผู้กระทำผิดทั้งสามยื่นขอความเห็นชอบเป็นผู้สอบบัญชีต่อ ก.ล.ต. เป็นเวลา 10 ปี และได้ส่งเรื่องให้คณะกรรมการจรรยาบรรณ สภาวิชาชีพบัญชี ในพระบรมราชูปถัมภ์ พิจารณากรณีจรรยาบรรณของผู้ประกอบวิชาชีพบัญชีต่อไปด้วย

อนึ่ง โดยที่การกระทำผิดของบุคคลทั้ง 3 รายดังกล่าว ส่วนหนึ่งเกิดจากระบบควบคุมคุณภาพงานสอบบัญชีของบริษัท อีวาย ในการรักษาข้อมูลลับของลูกค้า ก.ล.ต. จึงให้บริษัท อีวาย ปรับปรุงระบบดังกล่าวให้รัดกุมมากยิ่งขึ้นแล้ว

 นอกจากนี้ ก.ล.ต.ได้มีหนังสือเวียนให้สำนักงานสอบบัญชีในตลาดทุนทุกแห่ง ให้ความสำคัญมากขึ้นกับการจัดให้มีระบบควบคุมคุณภาพงานสอบบัญชีในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการรักษาความลับของลูกค้า โดย ก.ล.ต. จะติดตามดูแลระบบควบคุมคุณภาพงานสอบบัญชีของสำนักงานสอบบัญชีในตลาดทุนทุกแห่งอย่างใกล้ชิด เพื่อรักษาความน่าเชื่อถือ และความเป็นธรรมในตลาดทุนต่อไป


Reference:

https://www.sec.or.th/TH/Pages/News_Detail.aspx?SECID=7468&NewsNo=60&NewsYear=2562&Lang=TH 




Comments
* The email will not be published on the website.